พบในพื้นที่ธรรมชาติ
จดสภาพป่าหรือพื้นที่รอบต้นเป็นข้อมูลประกอบ พร้อมดูลักษณะพืชจริง เพราะไม้ที่ขึ้นอยู่ใกล้กันอาจเป็นคนละชนิด
ใช้ลักษณะหลายส่วนของต้นเดียวกันประกอบกัน คู่มือนี้กล่าวถึงประดู่ป่า Pterocarpus macrocarpus Kurz โดยเฉพาะ และช่วยแยกสิ่งที่สังเกตได้ออกจากสิ่งที่ยังยืนยันไม่ได้
ต้นประดู่ป่า หรือประดู่ป่า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pterocarpus macrocarpus Kurz วงศ์ Fabaceae เป็นไม้ผลัดใบขนาดใหญ่ พบตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าดิบแล้ง จุดสังเกตประกอบกันคือเปลือกต้นแก่หนาแตกเป็นร่อง ใบประกอบมีใบย่อยหลายใบ กิ่งและใบอ่อนมีขนสั้นนุ่ม และผลแห้งมีปีกล้อมรอบ
พันธุ์ไม้ประดู่ป่าเป็นคนละชนิดกับประดู่บ้าน Pterocarpus indicus Willd. ควรตรวจชื่อวิทยาศาสตร์และลักษณะจากต้นเดียวกันก่อนนำข้อมูลไปใช้ โดยเฉพาะเมื่อต้นที่ซื้อขายระบุเพียงคำว่า “ประดู่”
ประดู่ป่าพบในพม่าและภูมิภาคอินโดจีน ในประเทศไทยพบแทบทุกภาคยกเว้นภาคใต้ ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง ข้อมูลนี้กล่าวถึงการพบตามธรรมชาติ ไม่ได้หมายความว่าต้นที่คนนำไปปลูกจะพบได้เฉพาะในขอบเขตดังกล่าว
เมื่อต้องการนำไปปลูก ควรตรวจแสง พื้นที่ดิน และการระบายน้ำ ประดู่ป่าต้องการแสงและพื้นที่เติบโตเป็นไม้ใหญ่ ไม่ควรเลือกจากคำว่าไม้ป่าแล้วคาดว่าจะไม่ต้องดูแลช่วงตั้งตัว การปลูกเพื่อเนื้อไม้กับการปลูกอนุรักษ์หรือให้ร่มเงามีเป้าหมายการจัดการต่างกัน
ประดู่ป่าสูงได้ถึง 35 เมตร เป็นขนาดที่อาจพบเมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสม ไม่ใช่ความสูงที่ทุกต้นจะต้องถึง ต้นที่ขึ้นเบียดกันกับต้นที่ปลูกในที่โล่งอาจมีสัดส่วนลำต้นและเรือนยอดต่างกัน
เวลาบันทึกทรงต้น ให้ถ่ายทั้งต้นจากโคนถึงยอดและบันทึกสภาพรอบข้างด้วย ต้นที่ผ่านการตัดยอดหรือขุดล้อมอาจมีทรงพุ่มต่างจากต้นที่เติบโตตามธรรมชาติ รูปทรงเพียงอย่างเดียวจึงใช้ชี้ชนิดไม่ได้
ต้นที่มีอายุมากมักเห็นเปลือกหนาสีน้ำตาลถึงเทาและร่องแตกชัดกว่าต้นอ่อน ควรดูพื้นที่เปลือกหลายด้าน เพราะแสง ความชื้น และสิ่งที่เกาะบนผิวทำให้สีในภาพต่างกันได้ รอยบาดหรือรอยตัดไม่ใช่ลักษณะเปลือกตามปกติ
กิ่งและใบอ่อนมีขนสั้นนุ่มให้สังเกตใกล้ ๆ โดยไม่ต้องขูดเปลือกหรือหักกิ่ง เก็บภาพจุดแตกกิ่งและยอดที่กำลังพัฒนาไว้เทียบกับภาพเปลือกต้นแก่ การดูทั้งสองช่วงวัยช่วยลดความผิดพลาดจากการคาดว่าต้นอ่อนต้องมีเปลือกเหมือนต้นใหญ่
ให้ตามก้านจากจุดติดกิ่งไปจนสุดใบก่อนนับ ใบประกอบหนึ่งใบมีใบย่อยติดอยู่บนแกนร่วม มีใบย่อย 5–13 ใบ รูปขอบขนานหรือแกมรูปไข่ ปลายแหลมยาว การนับเฉพาะใบย่อยที่หลุดร่วงบนพื้นอาจทำให้เข้าใจโครงสร้างใบผิด
ตรวจใบที่คลี่เต็มที่จากหลายตำแหน่ง และถ่ายทั้งด้านบนกับด้านล่างโดยมีสิ่งเทียบขนาด ใบอ่อนอาจมีสีหรือผิวต่างจากใบแก่ ส่วนใบเหลือง ใบแห้ง หรือใบที่แมลงกัดไม่ควรใช้แทนตัวอย่างปกติทั้งต้น
หากมีเพียงภาพใบย่อยหนึ่งใบ ยังควรระบุว่าเป็นต้นที่ต้องตรวจเพิ่ม ขอภาพก้านใบทั้งชุดและจุดติดกิ่งก่อนสรุป โดยเฉพาะเมื่อผู้ขายใช้คำว่า “ประดู่” โดยไม่ระบุชื่อวิทยาศาสตร์
สิ่งที่เรียกกันว่าลูกประดู่คือผลแห้งที่มีปีกล้อมรอบ ส่วนเมล็ดอยู่ในบริเวณกลางผล ไม่ใช่แผ่นปีกทั้งหมด ผลประดู่ป่ามีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5–9 เซนติเมตร และเป็นผลแห้งไม่แตก
วัดผลทั้งแผ่นรวมปีก แล้วบันทึกว่าผลสดหรือแห้งและปีกยังสมบูรณ์หรือไม่ ผลที่ปีกขาดหรือหดแห้งอาจทำให้วัดต่างจากช่วงในคำบรรยาย ผลบนพื้นใต้ต้นหลายชนิดที่พุ่มซ้อนกันไม่ยืนยันว่ามาจากต้นที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุด
| ส่วนที่ดู | สิ่งที่ควรบันทึก | ข้อผิดพลาดที่ควรเลี่ยง |
|---|---|---|
| ผลทั้งผล | รูปร่างปีก ผิวผล และขนาดรวมปีก | เรียกทั้งผลว่าเมล็ดแล้วใช้ขนาดผิดส่วน |
| บริเวณกลางผล | ภาพความนูนและสภาพความสมบูรณ์ | ผ่าทำลายทุกผลทั้งที่ต้องการเพียงจำแนก |
| ที่มาของผล | ภาพผลติดกิ่งหรือหลักฐานจากต้นแม่ | เก็บผลใต้พุ่มรวมแล้วสรุปชนิดทันที |
ต้นอ่อนประดู่ป่ายังไม่มีเปลือกหนาหรือเรือนยอดแบบต้นใหญ่ และอาจไม่มีดอกหรือผลให้ตรวจ จึงควรดูโครงสร้างใบประกอบ กิ่งอ่อน และประวัติต้นแม่หรือแหล่งเมล็ดประกอบ ป้ายชื่อบนถุงเพาะไม่แทนหลักฐานจากต้นจริง
เมื่อตรวจกล้าเพื่อปลูก ให้ตรวจว่าลำต้นและยอดไม่เสียหาย ตุ้มรากไม่แตก และรากไม่ขดแน่นภาชนะ แยกการตรวจคุณภาพกล้าออกจากการยืนยันชนิด เพราะต้นที่แข็งแรงก็อาจไม่ใช่ชนิดที่ต้องการ
ประดู่บ้านหรือประดู่กิ่งอ่อน (Pterocarpus indicus) เป็นคนละชนิด แม้ใช้ชื่อประดู่ร่วมกันในภาษาทั่วไป ไม่ควรยืนยันจากชื่อร้าน สีดอก หรือทรงพุ่มเพียงอย่างเดียว และไม่ควรนำช่วงขนาดของสองชนิดมารวมเป็นเกณฑ์เดียว
ประดู่ป่ากับประดู่บ้านมีทั้งใบประกอบ ดอกสีเหลือง และผลมีปีกคล้ายกัน จึงควรเปรียบเทียบหลายส่วนในวัยเดียวกัน ตารางนี้ช่วยจัดข้อมูลก่อนพิจารณาชนิด ไม่ใช่เกณฑ์ตัดสินจากลักษณะข้อเดียว
| จุดเปรียบเทียบ | ประดู่ป่า | ประดู่บ้าน |
|---|---|---|
| ชื่อวิทยาศาสตร์ | Pterocarpus macrocarpus Kurz | Pterocarpus indicus Willd. |
| ใบย่อย | ประมาณ 5–13 ใบ รูปขอบขนานหรือแกมรูปไข่ | ประมาณ 5–11 ใบ รูปไข่กว้างถึงรูปรี |
| กิ่งและใบอ่อน | มีขนสั้นนุ่มเป็นจุดสังเกตประกอบ | ใบอ่อนอาจมีขนประปราย ส่วนใบแก่มีผิวเกลี้ยง |
| ผลรวมปีก | ประมาณ 5–9 เซนติเมตร | ประมาณ 3–5 เซนติเมตร |
| บริบทที่พบ | พบตามป่าธรรมชาติและพบต้นที่นำมาปลูกได้ | พบปลูกในภูมิทัศน์ แต่ตำแหน่งปลูกไม่ใช้ยืนยันชนิด |
ใบย่อยที่นับได้เท่ากัน หรือผลที่มีขนาดใกล้กัน ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นชนิดเดียวกัน ควรดูรูปใบ ผิวใบ กิ่ง และผลจากต้นเดียวกันเพิ่มเติม
จดสภาพป่าหรือพื้นที่รอบต้นเป็นข้อมูลประกอบ พร้อมดูลักษณะพืชจริง เพราะไม้ที่ขึ้นอยู่ใกล้กันอาจเป็นคนละชนิด
ประดู่ป่าที่ถูกนำมาปลูกยังเป็นชนิดเดิม ไม่เปลี่ยนเป็นประดู่บ้านเพียงเพราะปลูกใกล้บ้าน จึงควรอ้างถึงชื่อวิทยาศาสตร์ร่วมด้วย
ใช้ประวัติแหล่งเมล็ดหรือต้นแม่ประกอบกับใบและกิ่งอ่อน ไม่คาดว่าต้นเล็กจะมีเปลือกหรือทรงพุ่มเหมือนต้นโตแล้ว
เมื่อต้องเก็บข้อมูลต้นในพื้นที่ ให้ใช้ชื่อต้นหรือรหัสเดียวกันกำกับภาพทุกส่วน เช่น “ต้นริมแปลง A” แล้วบันทึกสิ่งที่เห็นจริง วิธีนี้ช่วยไม่ให้เผลอรวมใบจากต้นหนึ่งกับผลของอีกต้นเมื่อพุ่มอยู่ติดกัน
ตำแหน่งต้น วันที่สำรวจ เป็นไม้ที่ปลูกหรือพบเดิมในพื้นที่ และข้อมูลชื่อชนิดที่มีอยู่ หากยังไม่ทราบที่มาให้เว้นไว้ได้ ไม่ต้องคาดเดา
ใบประกอบ กิ่งอ่อน เปลือก และผลที่ทราบว่าเป็นของต้นนั้น พร้อมระบุส่วนที่ยังไม่พบ เช่น ไม่มีผลในวันที่สำรวจ เพื่อกลับมาติดตามภายหลัง
เริ่มสอบถามจากภาพที่มีได้ หากยังเห็นรายละเอียดไม่ชัด ค่อยเพิ่มภาพส่วนที่ช่วยแยกชนิด ไม่จำเป็นต้องเก็บตัวอย่างทุกส่วนก่อนเริ่มขอคำแนะนำ
ไม่เปลี่ยนชนิดตามสถานที่ปลูก ประดู่ป่าคือ Pterocarpus macrocarpus Kurz ส่วนประดู่บ้านคือ Pterocarpus indicus Willd. ควรใช้ชื่อชนิดร่วมกับลักษณะต้น ไม่ใช้ตำแหน่งปลูกเป็นตัวตัดสิน
ยังบอกไม่ได้จากขนาดอย่างเดียว เพราะช่วงขนาดผลของประดู่ป่าและประดู่บ้านอาจทับซ้อนกัน ต้องตรวจว่าผลสมบูรณ์และวัดรวมปีกแล้ว พร้อมดูใบและกิ่งจากต้นเดียวกันประกอบ
ภาพเปลือกและทรงต้นช่วยเก็บข้อมูลเบื้องต้นได้ แต่หากไม่มีหลักฐานอื่นควรรอใบชุดใหม่หรือขอภาพเดิมที่ยืนยันว่าเป็นต้นเดียวกัน ผลที่หล่นอยู่ใกล้ต้นอาจมาจากต้นข้างเคียง จึงไม่ควรรีบสรุป
ยังสรุปไม่ได้ ต้องตรวจวิธีวัด ความสมบูรณ์ และวัยของตัวอย่างก่อน แล้วพิจารณาลักษณะหลายส่วนร่วมกัน ช่วงขนาดเป็นข้อมูลประกอบ ไม่ใช่เส้นแบ่งชนิดจากตัวอย่างเดียว